ทำ AD อย่างไร ? ให้หยุดคนดู

เทคนิคการทำ AD ให้โดนใจ Style SME
ทุกวันนี้หลายคนยังเข้าใจว่า Graphic Design คือการเรียน Photoshop ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Photoshop เป็นเพียงโปรแกรมแต่งรูปรีทัชรูปให้เป็นไปตามจินตนาการของเรา เพราะฉะนั้น เราต้องเริ่มจากการคิดงานก่อนว่า message ที่เราจะสื่อออกไปคืออะไร

สำหรับการทำสื่อโฆษณาในระบบ Agency โฆษณาจะมีระบบการวางแผนที่ มากหลายขั้นตอน และใช้ทีมและงบในการทำโฆษณานั้นๆ หลายล้านบาท แต่ SME หรือธุรกิจขนาดเล็ก จะไปจ้าง Agency ทำก็จะใช้งบประมาณเยอะเกินไป สุดท้ายก็ไม่ได้เริ่มทำสื่อโฆษณาดีๆ วันนี้ Motion Graphic Plus จะมาบอก ระบบในการคิดงานโฆษณาแบบง่ายๆ แต่ใช้ได้จริงให้กับเพื่อนๆ ลองนำไปใช้ดู บางทีความคิดที่เราคิดมานั้น มันอาจจะ Work และสามารถสื่อสารได้ตรงจุดก็ได้

ยกตัวอย่างเช่นโฆษณา Sprite โจทย์ของการคิดงานคือ ต้องการสื่อสารถึงความสดชื่น
ให้ลองแตก Mind Map ว่าความสดชื่อจะนึกถึงอะไรได้บ้าง ก็เขียน Mind Map มากมายเลยครับ
Mind Map ก็คือการ List สิ่งที่เกี่ยวข้อกับงานที่เราต้องการจะสื่อออกมาเป็น ข้อความ หลากหลายๆ
แบบยังไม่ต้องไปจำกัดว่าจะเป็นไปได้หรือไม่

พอสรุปได้แล้ว เช่นความสดชื่นคือ การได้ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ  การอาบน้ำให้สดชื่น
ก็มาดูว่า ที่ไหนบ้างที่คนต้องการดื่มน้ำสดชื่น ที่ไหนที่คน Need เครื่องดื่มเย็นๆ สรุปมาแล้วก็ได้ที่ๆ Peak คือทะเล หลังจากนั้นก็ ลองวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย Target Group ดูว่าลูกค้าเราคือใคร สรุปงานนี้ก็ กลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่น

ที่นี้พอเราได้ มาแล้วว่า อาบน้ำสดชื่น ที่ทะเลคน need เครื่องดื่มเย็นๆ และกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่น ให้เราเอาทั้ง 3 สิ่งที่เราสรุปมาว่า โดดเด่นท่ีสุด แล้วมาลองดูว่า ถ้า 3 สิ่งนี้จะมาทำงานร่วมกันจะสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยช่วงนี้ก็ลอง หา Ad โฆษณาเจ๋งๆ มาดูเพื่อให้เกิด idea ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลาคิดนานหน่อย แต่ถ้าคิดออกมาได้แล้วมันคุ้มเกินคุ้ม ที่จำทำโฆษณาดีๆ ออกมาได้สักตัว

งานนี้จึงได้ข้อสรุปเลยว่า คนไปทะเลต้องเหนียวตัวแน่ๆ ที่อาบน้ำก็แพงหายาก เค้าจึงนำ Product ของเค้า มาสร้างขนาดใหญ่ๆ อลังกาลแล้วตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ทั้งความสดชื่น กวนๆ Style วันรุ่น และไปวางตำแหน่งที่คน Need Product  ทีนี้ ก็สามารถสื่อสาร และสร้างการจดจำได้ทั้งคนในสถานที่นั้นๆ และยังสามารถ ถ่ายภาพมาเป็น Ad ได้อีกด้วย เห็นมั้ยครับว่า แค่เรารู้จักใช้เวลาในการพัฒนา idea เราสามารถทำสิ่งง่ายๆ ให้สื่อสารและสร้างความจดจำให้กับลูกค้าได้

Ad ต่อมาต้องการสื่อสารว่า Coke คู่กับอาหาร
โดยใช้ Graphic Illustrator เรียบๆ ก็สามารถสื่อสารได้แล้ว

ต่อมาก็จะพูดถึง ความ Private จากโลก Social Media
เห็นมั้ยครับว่าแค่ว่างรูปง่ายๆ แล้ววาง Icon ที่อยู่ใน โทรศัพท์ ตรงนี้ถ้าทำกันจริงๆ ก็ไม่ยากเลย แต่ความสำคัญจะอยู่ที่ Message ที่ต้องการสื่อสารมากกว่าว่าคมแค่ไหน

ต่อมา Message คือ LEGO ต่อยอดโลกแห่งจินตนาการ

ต่อมาคือ VR ให้ความรู้สึก มีชีวิตชีวา มีสีสันสมจริง


ส่วนอันนี้ ก็เน้น ขำๆ ฮาๆ สร้างการจดจำ
เพียงใส่ Copy ว่า All you can eat แล้วใส่ Logo Brand คนที่เดินทางผ่านทางนั้นต้องจำได้แน่นอน 555

.
วันนี้ผมก็นำ AD ดีๆ มาวิเคราะห์ให้ดูพอหอมปากหอมคอ ถ้าใครชอบก็ สามารถกด Share แปะไว้ จากปุ่มด้านได้นะครับยังไงลองฝึกกันดูนะครับ สนุกจริงๆ เดี้ยวจะมี บทความเกี่ยวกับ การออกแบบและการทำสื่อโฆษณามาแบ่งปันเรื่อยๆ นะครับ ใครชอบก็ติดตามทาง Facebook และ Web นี้กันได้นะครับ

เขียนโดย
Win Instructor
https://www.motiongraphicplus.com/instructor

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
http://facebook.com/MotionGraphicTH

เพื่อไม่ให้พลาดการติดตามข่าวสารและเทคนิคที่เราจะนำมาแจกให้ท่านทุกวัน
อย่าลืมกดติดดาว see first ในเฟสบุ้คแฟนเพจ Motion Graphic Plus 
เพียงเข้าไปที่หน้าเพจ เลือก Following > เลือก See First
เพียงเท่านี้ทุกท่านก็จะไม่พลาดบทความดีๆ ใหม่ๆ แล้วครับ

Content Marketing,Digital Marketing,social media marketing,สัมมนาการตลาดออนไลน์,การตลาดออนไลน์, Online Marketing,รับทํา content marketing,content marketing การตลาด,การตลาดออนไลน์ 2016,online marketing strategy,กลยุทธ์การตลาด,Facebook,การตลาด Facebook,Fanpage,See First

รีทัชเร็วเวอร์ ! กับ New Features Ps 2019

สวัสดีครับวันนี้เราจะมารู้จักกับ Function ใหม่ใน Photoshop cc 2019 กัน เจ้า Function นี้คือเจ้า Content – Aware Fill
เป็น Function ที่เรียกกันได้ว่า ทำให้เราประหยัดเวลาในการมานั่งรีทัชภาพได้เยอะมากๆ เลยโดยเจ้า Content – Aware Fill
จะทำการรีทัชภาพให้เราโดยเราทำหน้าที่แค่เลือกให้มันว่าเราจะเอาส่วนไหนของภาพออก จากนั้นมันจะทำให้เราเองเลย
โดยเราแทบไม่ต้องทำอะไร แต่ว่าเจ้า Content – Aware Fill นั้นอยู่ตรงไหน ทำงานกันอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกันครับ

 

Exclusive Graphic Academy ปี 2018

ขอขอบคุณ
.
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) SCG
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
บริษัท Bangkok Airways จำกัด (มหาชน)
บริษัท Haier Electric จำกัด (มหาชน)
บริษัท หลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)
บริษัท KingsMan C.M.T.L. จำกัด (มหาชน)
บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน)
บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน)
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ธนาคารออมสิน จํากัด (มหาชน)
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
บริษัท เงินติดล้อ จำกัด
บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท ไดนามิคทรานสปอร์ต (เครือ cp)
บริษัท เบเยอร์ จำกัด
บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด
บริษัท นิติพล อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด
บริษัท แอลเอ็มอี จำกัด
บริษัท เพียวพลังงานไทย จำกัด
Agoda Services Company Limited (Head Office)
สำนักงานเลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
สหพันธ์กาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ
และอีกหลายบริษัท และทุกๆ ท่าน
.
ที่ไว้วางใจส่งพนักงานมาอบรมหลักสูตรที่
Motion Graphic Plus
.

HOME

การลดขนาดไฟล์ Psd

สวัสดีครับวันนี้เราจะมาให้ความรู้เกียวกับ การลดขนาดไฟล์ psd กันครับ ไฟล์ psd ที่เรา save กันมานั้นบางคนอาจจะมีขนาดที่ใหญ่มาก
ไฟล์หนักมาก แต่วันนี้เราจะมาสอนวิธีลดขนาดไฟล์กันด้วยวิธีง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้ เราไปดูกันดีกว่า

1.การสร้าง layer สีขาวขึ้นมาด้านบนสุดจะช่วยให้เวลาเซฟไฟล์ psd จะมีขนดลดลงไปมากเลย !

2.การลบเลเยอร์ที่ไม่ใช้หรือไม่จำเป็น ยิ่งมีเลเยอร์มากเท่าไรก็จะทำให้ไฟล์ psd ของเราหนักไปด้วย การที่เราลบเลเยอร์ที่ไม่ได้ใช้หรือเลเยอร์ที่ไม่จำเป็นออกจะช่วยให้ไฟล์ psd ของเรามีขนาดเล็กลง

3.ลดการใช้ layer mode การใช้ layer mode จะทำให้ไฟล์ psd ของเราหนักมาก การที่เราสามารถลดการใช้ layer mode ต่างๆ ได้จะช่วยให้ ไฟล์ของเราเบาขึ้นมาก

4.การรวมเลเยอร์ จะคล้ายๆ กับข้อ 2. คือการลดจำนวนเลเยอร์ลงก็จะช่วยให้ไฟล์ของเราเบาลง แต่การรวมต้องดูให้ดีๆ เพราะอาจจะทำให้แก้ไขยาก

5.การปรับขนาดภาพ ในกรณีที่ภาพที่เราจะนำมาใช้ในงานมีขนาดที่ใหญ่มากเกินไปนั้น เมื่อนำมาใช้ให้งานจะทำให้งานของเราหนัก ถ้าเราดูแล้วว่ารูปที่เราจะนำมาใช้มีขนาดใหญ่หรือความละเอียดที่มากเกินไปจริงๆ ให้เราลดขนาดของภาพหรือลดความละเอียดของภาพนั้นๆ ลงหน่อยก่อนจะนำไปทำงานก็สามารถช่วยลดความหนักของไฟล์ psd ของเราได้เช่นกัน

 

สำหรับท่านที่สนใจ Graphic Design และต้องการทำเป็นแบบอิสระ ช่วงนี้มี Promotion
คอร์สออนไลน์ เหลือแค่คอร์สละ 5900 บาท
รายละเอียด CLICKhttps://www.motiongraphicplus.com/onlinecourses

และสำหรับท่านที่ไม่มีพื้นฐานแล้วอยากทำเป็นเลย แนะนำให้มาศึกษาคอร์สนี้ครับ ตอบโจทย์มากๆ
https://motiongraphicplus.com/graphic-academy

และด้านล่างนี้เป็นผลงานของนักเรียนเราครับ



   

ข้อควรรู้ การตั้งค่าพื้นที่การทำงานในโปรแกรม Photoshop

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามาเรียนรู้การตั้งค่าพื้นที่การทำงาน หรือ Workspace ในโปรแกรม Photoshop กันนะคะ
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก Workspace
 กันก่อนนะคะ เมื่อเราเปิดโปรแกรม Photoshop ขึ้นมาก็จะพบว่า
มีแถบเครื่องมืออยู่บริเวณหน้าจอเต็มไปหมดเลย ทั้งหมดเราเรียกว่าพื้นที่การทำงาน หรือ  Workspace นั่นเอง
แล้วทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่า หากเราจะทำงานตัดต่อภาพ หรือทำโปรเตอร์ เราควรใช้เครื่องมือไหนบ้าง
เพราะในการทำงานจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทุกชิ้นค่ะ เราสามารถเลือกตั้งค่าพื้นที่การทำงาน
เพื่อให้สะดวกกับเราค่ะ

โดยไปที่ Window > Workspace > เลือก Workspace ที่เหมาะกับการทำงานของเรา

เรามาดูกันค่ะว่าหน้าตาของพื้นที่การทำงานต่างๆเป็นอย่างไร


1. Essentials [Default] เป็นการตั้งค่าการทำงานเบื้องต้น


2. Motion เหมาะสำหรับการทำงานภาพเคลื่อนไหว เช่น Gif animation ,CINEMAGRAP เป็นต้น


3. Painting เหมาะสำหรับการวาดรูป ลงสี เพ้นท์ภาพ


4. Photography เหมาะสำหรับงานตัดต่อ ตกแต่งภาพ


5. Typography เหมาะกับงานที่เน้นตัวอักษร มีข้อความเยอะๆ

แล้วถ้าเราต้องการทำงานโปสเตอร์ที่จะต้องแต่งภาพด้วย และ ใส่ข้อความลงไปด้วยเราก็สามารถสร้าง Workspace
ที่เหมาะกับการทำงานของเรา โดยสามารถเลือกกล่องเครื่องมือเพิ่มเติมได้ที่
Window > เลือกเครื่องมือที่ต้องการ
หากมีเครื่องมือไหนที่อยู่บนพื้นที่การทำงานของเรา จะมีลูกศรติ๊กถูกอยู่ค่ะ
หากเครื่องมือไหนที่เราไม่ได้ใช้ เราก็สามารถกด x ลบทิ้งได้เลยค่ะ

เมื่อจัดเลือกเครื่องมือที่ต้องการใช้ และลบเครื่องมือที่ไม่จำเป็นต้องใช้บนพื้นที่การทำงานของเราแล้วให้ไปที่
Window > Workspace > New Workspace…


แก้ไขเป็นชื่อตามที่เราชอบเลยค่ะ จากนั้นกด Save

ทีนี้เมื่อเราเปิดมาที่ Workspace ก็จะมี Workspace ของเรา โดยที่ไม่ต้องมานั่งหากล่องเครื่องมือทุกครั้ง
ที่เราเปิดโปรแกรมแล้วละค่ะ มาตั้งค่า Workspace ให้การทำงานของเราง่ายขึ้นกันนะคะ 🙂

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
http://facebook.com/MotionGraphicTH

เพื่อไม่ให้พลาดการติดตามข่าวสารและเทคนิคที่เราจะนำมาแจกให้ท่านทุกวัน
อย่าลืมกดติดดาว see first ในเฟสบุ้คแฟนเพจ Motion Graphic Plus 
เพียงเข้าไปที่หน้าเพจ เลือก Following > เลือก See First
เพียงเท่านี้ทุกท่านก็จะไม่พลาดบทความดีๆ ใหม่ๆ แล้วครับ

Content Marketing,Digital Marketing,social media marketing,สัมมนาการตลาดออนไลน์,การตลาดออนไลน์, Online Marketing,รับทํา content marketing,content marketing การตลาด,การตลาดออนไลน์ 2016,online marketing strategy,กลยุทธ์การตลาด,Facebook,การตลาด Facebook,Fanpage,See First

สำหรับท่านที่สนใจ Graphic Design และต้องการทำเป็นแบบอิสระ ช่วงนี้มี Promotion
คอร์สออนไลน์ เหลือแค่คอร์สละ 5900 บาท
รายละเอียด CLICK
https://www.motiongraphicplus.com/onlinecourses

และสำหรับท่านที่ไม่มีพื้นฐานแล้วอยากทำเป็นเลย แนะนำให้มาศึกษาคอร์สนี้ครับ ตอบโจทย์มากๆ
https://motiongraphicplus.com/graphic-academy

และด้านล่างนี้เป็นผลงานของนักเรียนเราครับ



   

เรียน Graphic Design,เรียน Photoshop,เรียน Illustrator,เรียนกราฟิก,เรียนกราฟฟิก,เรียนกราฟฟิก ที่ไหนดี,graphic design เรียน ที่ไหน ดี,pปhotoshop tutorial thai,illustrator tutorial,photoshop tutorial

10 ขั้นตอนง่าย ๆ กับการทำ CINEMAGRAPH ในโปรแกรม Photoshop

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามาเรียนรู้ 10 ขั้นตอนง่าย ๆ กับการทำ CINEMAGRAP ด้วยโปรแกรม Photoshop กันนะคะ
เทคนิค CINEMAGRAP ที่ดูแล้วเราจะสามารถทำได้ไหมนะ ? จะยากเกินไปสำหรับท่านที่ไม่เก่งหรือเปล่า ?
ไม่เคยเรียน Photoshop มาก่อนเลย จะทำได้ไหมนะ ?

แต่ขอบอกเลยว่าแม้คุณจะไม่เคยเรียน Graphic หรือ
โปรแกรม Photoshop มาก่อน ก็สามารถทำ CINEMAGRAP แบบง่ายๆ ด้วยโปรแกรม Photoshop
ภายใน 10 ขั้นตอนเท่านั้นค่ะ!!

มาเริ่มกันเลยค่ะ 🙂

ขั้นตอนที่ 1 : เตรียมไฟล์ VDO
เราสามารถถ่าย VDO โดยใช้กล้อง หรือมือถือที่มีความละเอียดสูง ถ่าย VDO ที่เราต้องการได้เลย
หากยังนึกไม่ออกว่าจะทำแบบไหน เราก็สามารถเสิร์จคำว่าCINEMAGRAP เพื่อหาตัวอย่างสวยๆ
เป็นแรงบันดาลใจก่อนได้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 2 : ตั้งค่า Work Space ในโปรแกรม Photoshop
เมื่อเราเปิดโปรแกรม Photoshop เราควรจะตั้งค่า Work Space หรือพื้นที่การทำงานของเรา
ให้เหมาะสมกับงานที่เราทำค่ะ

CINEMAGRAP เป็นกึ่งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว เราจึงควรตั้งค่าพื้นที่การทำงานของเราเป็นภาพเคลื่อนไหวค่ะ
โดยไปที่แถบเมนูด้านบน Window > Work Space > Motion
จะสังเกตุเห็นว่าหน้าต่างของเราจะมีแถบ Timeline ขึ้นมานะคะ ซึ่งเจ้าตัว Timeline นี่ละ
ที่จะช่วยเราในการทำ CINEMAGRAP กัน

ขั้นตอนที่ 3 : New File
เราจะสร้างไฟล์ขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะกำหนดขนาดของงานกันนะคะ หากเราจะนำ CINEMAGRAP ไปโพสใน
website หรือ Facebook เราควรกำหนดขนาดของงานให้เหมาะสมค่ะ และตั้งค่าความละเอียดอยู่ที่ 72 dpi

ขั้นตอนที่ 4 : นำไฟล์ VDO เข้ามา
โดยไปที่แถบเมนูด้านบน File > Place Embedded > เลือกไฟล์ VDO ที่ต้องการ

สาเหตุที่เราเลือก Place Embedded เพื่อที่เป็นการฝังเจ้าตัว VDO นี้ลงในไฟล์นี้เลย แม้เราจะลบ VDO ไปแล้ว
ไฟล์ที่เราฝังก็จะยังอยู่ เมื่อนำ VDO เข้ามาเรียบร้อยให้กด Create vdo timeline บนแถบเมนู timeline ค่ะ

เราก็จะเห็นว่าไฟล์ VDO ของเราอยู่บน timeline เรียบร้อยแล้ว

ขั้นตอนที่ 5 : เลือกช่วงภาพเคลื่อนไหวที่ Loop ที่สุด
เพื่อที่จะให้ภาพเรา loop หรือเล่นวนไปเรื่อยๆ แบบไม่สะดุด ให้เราเลือกตัดช่วงที่ภาพเคลื่อนไหวแล้วเนียนที่สุดค่ะ
โดยเราสามารถกด Play หรือเลื่อนแถบสีแดงไปมา เพื่อเลือกช่วงของ VDO ที่เราต้องการค่ะ หากไม่ต้องการช่วงไหน
เราสามารถใช้เครื่องมือ กรรไกร ตัด VDO ช่วงที่เราไม่ต้องการออกแล้วกด delete ตรง Layer นั้นทิ้ง
ตรงกล่อง Layer ได้เลยค่ะ

ขั้นตอนที่ 6 :  SNAP SHORT
เลือกภาพนิ่งที่เราต้องการโดยเลื่อนแถบสีแดงไปยังช่วงที่เราต้องการได้เลยค่ะ
จากนั้น SNAP SHORT ด้วยคำสั่ง Control + Alt + Shift + E  [Pc] หรือ Command + Alt + Shift + E
เราก็จะได้ Layer ภาพนิ่งมา 1 อันค่ะ เลื่อนให้ตรงกับไฟล์ VDO ของเรา ตามตัวอย่างภาพนี้นะคะ

ขั้นตอนที่ 7 : Add layer mask
กดที่ layer ที่เราเพิ่ง SNAP SHORT ไปในขั้นตอนที่แล้ว แล้วกดไปที่ไอค่อนคล้ายรูปกล้อง หรือเรียกว่าคำสั่ง
“Add layer mask”

ขั้นตอนที่ 8 : ใช้ Bursh ระบายตรงส่วนที่ต้องการให้ขยับ
เลือกใช้ Bursh ฟุ้งๆ เพื่อให้ได้การขยับที่เนียน หรือจะเลือก Bursh ตามที่เราชอบได้เลย

ขั้นตอนที่ 9 : กด Play
กดปุ่ม Play บนแถบเครื่องมือ timeline เพื่อดูว่าส่วนที่เราต้องการให้หยุด และ เคลื่อนไหวนั้นเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่
หากเราต้องการเปลี่ยนส่วนที่จะขยับ เราสามารถแก้ไขได้ โดยใช้ เครื่องมือ Eraser ลบบริเวณที่เราอยากให้หยุดนิ่ง
และใช้ Bursh ระบายในส่วนที่เราต้องการให้ขยับ

ขั้นตอนที่ 10 : SAVE
file > save for web
คลิ๊ก GIF
คลิ๊ก Forever
> Save

เรียบร้อยแล้วค่า ! เพียงเท่านี้ เราก็ได้เรียนรู้วิธีการตั้งค่าที่ถูกต้อง และ ขั้นตอนง่ายๆในการทำ
CINEMAGRAPH ของเราแล้ว ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ ไม่ยากเกินความสามารถเราแน่นอนค่ะ

แล้วไว้พบกันใหม่ในบทความหน้านะคะ 🙂

และสำหรับท่านที่ไม่มีพื้นฐานแล้วอยากทำเป็นเลย แนะนำให้มาศึกษาคอร์สนี้ค่ะ ตอบโจทย์มากๆ
https://motiongraphicplus.com/graphic-academy

ใครชอบเรียนสบายๆ ท่ีบ้านทวนได้ตลอดลองดู คอร์สออนไลน์ค่ะ
https://www.motiongraphicplus.com/onlinecourses

และด้านล่างนี้เป็นผลงานของนักเรียนเราค่ะ



   

 

 

 

 

 

มาทำให้ข้อความดูมีมิติ ใน photoshop กันเถอะ

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาสอนการทำให้ข้อความดูมีมิติหรือการใส่เงาให้กับข้อความในโปรแกรม Photoshop กันครับเพียงไม่กี่ขั้นตอน
ก็สามารถทำได้แล้วครับ และยังง่ายอีกด้วยเราไปดูกันเลยดีกว่า !

ขั้นที่ 1
สร้างคำที่เราต้องการขึ้นมาโดยให้แยกเลเยอร์ระหว่าตัว font และ Background

ขั้นที่ 2
ใช้ magic wand tool เลือกบริเวณ font ทั้งหมด

ขั้นที่ 3
สร้างเลเยอร์ใหม่ขึ้นมาระหว่างเลเยอร์ fontและ background

ขั้นที่ 4
ไปที่ edit >> Fill หรืแใช้คำสั่งลัด Shift + f5

ขั้นที่ 5
เปลี่ยน โหมตให้เป็น color

ขั้นที่ 6
เมื่อเปลี่ยนเป็น color แล้วจะมีแถบหน้าต่างสีขึ้นมาให้เราเลือกสีได้หรือจะดูดสีก็ได้เช่นกัน เมื่อได้ตามที่เราต้องการแล้วห็กด ok

ขั้นที่ 7
ไปที่ลูกศรขอาวหรือ Move tool

ขั้นที่ 8
วางตำแหน่งเงาตามใจชอบ สามารถใช้ลูกษรขึ้นลงเพื่อขยับได้

ขั้นที่ 9
ทำการตกแต่โดยไปที่ filter > Blur > gaussianblur จะขึ้นหน้าต่างขึ้นมาให้เราเปลี่ยนเลขตามใจชอบ (เลขยิ่งมากก็จะเบลอมากตามไปด้วย) เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้วให้กด ok

ขั้นที่ 10
เสร็จสมบูรณ์

5 เทคนิคดีไซน์ Instagram Post สำหรับคนสร้างแบรนด์

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่ทำการตลาดผ่าน Instagram และอยาก Upgrade ภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ของคุณเอง
วันนี้ Motion Graphic Plus ได้นำเทคนิคดีไซน์แจ่มๆ มาให้ทุกท่านที่มีหน้าร้านบน IG ได้เอาไปใช้กัน ไปดูพร้อมกันเลยครับ

1.หาฟิลเตอร์หลักของแบรนด์
ถ้าคุณใช้ฟิลเตอร์ในการแต่งภาพเพื่ออัพโหลดลง Instagrm สิ่งสำคัญที่สุดคือย่าใช้ฟิลเตอร์หลายอัน
เพราะร้านค้าใน IG นั้นไม่ใช่ account ส่วนตัว การใช้ฟิลเตอร์ที่หลากหลายเกินไปทำให้แบรนด์ดูสะเปะสะปะ พลอยทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือ

2.สร้าง Template ให้กับแบรนด์
Template นี้จะทำให้โพสต์แต่ละโพสต์ของคุณมีเอกลักษณ์โดดเด่น ชนิดที่ว่าใครเห็นก็จะรู้ว่าโพสต์นี้มาจากแบรนด์ของคุณ
อีกหนึ่งข้อดีของมันคือจะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาไปกับการตกแต่งแก้ไขภาพเป็นเวลานานๆ
เพราะเพียงแค่นำภาพหรือข้อความมาวางลงบน Template ที่สร้างไว้ คุณก็จะได้ content ดีๆ ที่พร้อมเผยแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมายแล้ว

3.กำหนดสีหลักของแบรนด์และเอามาใช้กับ IG ซะ
คนทำแบรนด์ก็ต้องมีชุดสีเป็นของตัวเอง เพื่อที่เวลาอัพโหลดภาพลง IG แล้ว
account ของคุณก็จะได้ดูคุมโทน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั่นเองครับ
ซึ่งชุดสีนั้นหาได้ไม่ยากเลย ก็มาจาก Package ของผลิตภัณฑ์ของคุณนั่นแหละ
พยายามใช้สีที่ทำให้คนที่เห็นนึกถึงตัวสินค้าของคุณ แล้วรับรองว่าการทำการตลาดบน IG จะเวิร์คมากๆ

สำหรับท่านใดที่อยากรู้หลักการดีไซน์ ผสมผสานการใช้โปรแกรมอย่างละเอียด
โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกรูปแบบฟ้อนต์ การจัดวางองค์ประกอบ สี สมดุล รวมไปถึงหลักการออกแบบอื่นๆ
สามารถคลิ๊กดูรายละเอียดที่ภาพข้างล่างได้เลย

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
http://facebook.com/MotionGraphicTH

เพื่อไม่ให้พลาดการติดตามข่าวสารและเทคนิคที่เราจะนำมาแจกให้ท่านทุกวัน
อย่าลืมกดติดดาว see first ในเฟสบุ้คแฟนเพจ Motion Graphic Plus 
เพียงเข้าไปที่หน้าเพจ เลือก Following > เลือก See First
เพียงเท่านี้ทุกท่านก็จะไม่พลาดบทความดีๆ ใหม่ๆ แล้วครับ

Content Marketing,Digital Marketing,social media marketing,สัมมนาการตลาดออนไลน์,การตลาดออนไลน์, Online Marketing,รับทํา content marketing,content marketing การตลาด,การตลาดออนไลน์ 2016,online marketing strategy,กลยุทธ์การตลาด,Facebook,การตลาด Facebook,Fanpage,See First

สนใจเรียนสามารถ Add line ID : @MotionGraphic
เพื่อสอบถามและสมัครได้เลยครับ (อย่าลืมใส่ @ นะครับ)

เรียน Graphic Design,เรียน Photoshop,เรียน Illustrator,เรียนกราฟิก,เรียนกราฟฟิก,เรียนกราฟฟิก ที่ไหนดี,graphic design เรียน ที่ไหน ดี,pปhotoshop tutorial thai,illustrator tutorial,photoshop tutorial

5 Trick การดีไซน์นามบัตรให้ดูปัง ดูโปร ใครเห็นก็ร้องโอ้โห!

สำหรับผู้เรียน Graphic Design เวลาเราออกไปแนะนำตัวให้คนอื่นรู้ บางครั้งก็อยากอวดนามบัตรโก้ๆ เก๋ๆ ของตัวเองกันใช่มั้ยครับ
วันนี้ Motion Graphic Plus เลยเอาเทคนิคการดีไซน์นามบัตรสำหรับคนที่อยากลองทำนามบัตรด้วยตัวเองมาแบ่งปันกัน
อ่านแล้วจะรู้เลยว่า อยากมีนามบัตรสวยไม่ใช่เรื่องยากเลย

1.เลือกชุดสีให้เข้ากับธุรกิจของคุณ
ไม่ว่าจะงานดีไซน์ชนิดไหนๆ สีก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้งานนั้นให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
เชื่อมั้ยครับว่าชุดสีมันบอกไปแล้ว 50% ว่านามบัตรของคุณจะตายหรือจะรอด
แน่นอนว่าคุณต้องเลือกชุดสีที่เหมาะสมและเข้ากับธุรกิจของคุณด้วย
อย่างเช่นถ้าคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าเด็ก สีอ่อนๆ แนวพาสเทลมุ้งมิ้งคือตัวเลือกที่เวิร์คสุดๆ
ในทางตรงข้าม สีพวกนี้จะดูกร่อยมากหากเอามาใช้กับธุรกิจที่มีภาพลักษณ์แข็งแรงอย่างธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องยนต์หรือการออกกำลังกาย
ลองศึกษาการใช้สีแต่ละสีได้จาก อารมณ์ของสีโทนต่างๆ และการนำมาใช้กับโลโก้

2.ใช้ไอคอนแทนคำ
คำบางคำสามารถแทนได้ด้วยไอคอน อย่างเช่น facebook ก็ใช้ไอคอนโลโก้ facebook แทน
หรือคำว่าที่อยู่ ก็ใช้ไอคอน Location รูปหยดน้ำคว่ำ ที่เราเห็นกันบ่อยๆ บนสมาร์ทโฟน เป็นต้น
การใช้ไอคอนนี้นอกจากจะเป็นการประหยัดพื้นที่ใช้สอยบนนามบัตรแล้ว ยังทำให้นามบัตรของคุณดูมีลูกเล่น ไม่น่าเบื่ออีกด้วย

3.อย่าอัดข้อมูลจนแน่นเอี๊ยด
เพราะพื้นที่ในนามบัตรไม่ได้มีมากเหมือนหน้ากระดาษ A4 คุณจึงไม่สามารถพิมพ์ทุกอย่างที่คิดลงไปได้
หัวใจหลักของการทำนามบัตรคือ ใส่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น! แล้วอะไรละที่จำเป็นเป็น?
ก็แค่ชื่อธุรกิจ โลโก้ ชื่อของคุณ ตำแหน่งและข้อมูลการติดต่อ เท่านั้นพอครับ
หรือจะมีสโลแกน แนะนำธุรกิจอีกนิดหน่อยก็ได้ แต่อย่าใส่มากจนแน่นนะครับ
เพราะยิ่งใส่เยอะก็จะยิ่งรก คนก็จะยิ่งไม่อยากอ่าน เว้นที่ให้ตัวหนังสือได้หายใจบ้างจะดีกว่า

4.กระดาษก็สำคัญนะ
หลายคนคิดว่าถ้าดีไซน์ดีซะอย่าง จะ Print ใส่กระดาษอะไรก็ได้
แต่จริงๆ แล้วกระดาษที่เลือกใช้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต่างกัน
และถ้าเลือกไม่ดี ก็อาจจะทำให้การดีไซน์ที่ทำมาอย่างดีดู Drop ลงได้นะครับ
อย่างเช่นพวกกระดาษมันๆ (Glossy) บางครั้งถ้าไม่เลือกดีๆ มันก็ทำให้นามบัตรของคุณดูราคาถูกได้
แนะนำเป็นพวกกระดาษด้านที่มีความหนามากพอจะปลอดภัยกว่าเยอะรับ

5.ใช้สอยทั้งสองด้านให้เกิดประโยชน์
ถ้าเคยเห็นนามบัตรรุ่นเก่าๆ จะเห็นว่ามักจะพิมพ์กันแค่ด้านเดียวใช่มั้ยครับ
แต่จะดีกว่ามั้ยว่าคุณใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งสองด้าน!`
ทริคง่ายๆ คือใส่โลโก้ และชื่อธุรกิจของคุณลงไปที่ด้านหน้า (จะเพิ่มสโลแกนก็ได้ ไม่ผิดกฎ แต่อย่าเยอะเกินล่ะ)
ส่วนด้านหลังก็ค่อยใส่ข้อมูลติดต่อ เป็นอันจบ
การทำแบบนี้เพื่อที่ข้อมูลจะได้ไม่ไปอัดกันอยู่ในหน้าเดียวมากจนเกินไป และยังสามารถใส่ไอเดียในการดีไซน์ได้มากขึ้นอีกด้วย

อ่านจบแล้วก็อย่าลืมเอา Trick ดีๆ พวกนี้ไปใช้กันนะครับ
หรือจะลองหาไอเดียนามบัตรสวยๆ ตามเว็บรวมไอเดียอย่าง Pinterest ก็ได้
แต่ถ้าใครยังไม่คล่อง ไม่ชำนาญการใช้โปรแกรมทำกราฟิกอย่าง Illustrator
ก็สามารถคลิ๊กที่ภาพด้านล่างเพื่อศึกษาและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยนะครับ

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
http://facebook.com/MotionGraphicTH

เพื่อไม่ให้พลาดการติดตามข่าวสารและเทคนิคที่เราจะนำมาแจกให้ท่านทุกวัน
อย่าลืมกดติดดาว see first ในเฟสบุ้คแฟนเพจ Motion Graphic Plus 
เพียงเข้าไปที่หน้าเพจ เลือก Following > เลือก See First
เพียงเท่านี้ทุกท่านก็จะไม่พลาดบทความดีๆ ใหม่ๆ แล้วครับ

Content Marketing,Digital Marketing,social media marketing,สัมมนาการตลาดออนไลน์,การตลาดออนไลน์, Online Marketing,รับทํา content marketing,content marketing การตลาด,การตลาดออนไลน์ 2016,online marketing strategy,กลยุทธ์การตลาด,Facebook,การตลาด Facebook,Fanpage,See First

สนใจเรียนสามารถ Add line ID : @MotionGraphic
เพื่อสอบถามและสมัครได้เลยครับ (อย่าลืมใส่ @ นะครับ)

เรียน Graphic Design,เรียน Photoshop,เรียน Illustrator,เรียนกราฟิก,เรียนกราฟฟิก,เรียนกราฟฟิก ที่ไหนดี,graphic design เรียน ที่ไหน ดี,pปhotoshop tutorial thai,illustrator tutorial,photoshop tutorial

6 วิธีใช้ฟ้อนต์อย่างไรให้งานดู Pro

 

ตกม้าตายกันมาเท่าไหร่แล้วกับการเลือกฟ้อนต์ที่เหมือนเอามาฆ่างานของเราชัดๆ
มีหลายคนที่อาจจะกำลังปวดหัวกับการใช้ฟ้อนต์หรือ Typeface ที่จัดวางเท่าไหร่ก็ดูไม่ Pro เหมือนคนอื่นๆ
วันนี้ Motion Graphic Plus จึงได้เอา 6 วิธีการเลือกใช้ฟ้อนต์ให้งานของคุณดูเป็นมืออาชีพได้ง่ายๆ
จะมีอะไรบ้างนั้น เลื่อนลงไปข้างล่างเลยครับ

1.จัดลำดับขั้นของฟ้อนต์
ข้อความไหนสำคัญใช้ตัวใหญ่ ข้อความไหนป็นส่วนเสริมใช้ตัวเล็ก
นอกจากจะทำให้คนดูโฟกัสถูกจุดแล้ว ยังทำให้งานดูมีสไตล์อีกด้วย

2.ใช้สีที่ตัดกับพื้นหลังชัดเจน
มีหลายงานแล้วที่เกือบจะปังแต่ต้องพังเพราะดันใช้สีฟ้อนต์ที่กลืนกับฉากเกินไปจนคนมองไม่เห็น
ดังนั้นอย่าลืมใส่เรื่องนี้กันด้วยนะครับ เพราะตัวหนังสือที่คนอ่านไม่ออกก็เท่ากับว่ามันสื่อไปไม่ถึงผู้ชมนั่นเอง

3.เลือกฟ้อนต์ให้อ่านง่าย
เหตุผลก็คล้ายๆ กับข้อ 2 เลยครับ บางทีฟ้อนต์สวยแต่อ่านยากก็ไร้ประโยชน์
ดังนั้นควรเลือกฟ้อนต์ที่ไม่หวัดจนเกินไป เน้นอ่านง่ายสบายตา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นส่วนของรายละเอียดข้อมูลที่ต้องพิมพ์เยอะๆ ก็ควรใช้ฟ้อนต์เรียบๆ จะปลอดภัยกว่าครับ

4.เลือกฟ้อนต์ให้เข้ากับงาน
งานอยู่ไหนอารมณ์ไหน ก็ต้องเลือกฟ้อนต์ให้คล้อยตามไปกับอารมณ์นั้นด้วยนะครับ
เพราะบางครั้งการใช้ฟ้อนต์นี่เป็นตัวตัดสินเลยว่างานของเราจะรุ่งหรือร่วง

5.เลือกแค่ 2 ถ้าคิดจะจับคู่ฟ้อนต์
ใช้รูปแบบฟ้อนต์เกิน 2 อันขึ้นไปนี่ถ้าไม่เซียนจริงๆ จะทำให้เข้ากันได้ยากครับ
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเลือกจำนวนฟ้อนต์น้อยๆ ไว้ดีกว่าครับ

6.คิดอะไรไม่ออกก็เลือกฟ้อนต์เรียบๆ นั่นแหละ
รู้มั้ยครับว่าฟ้อนต์เรียบๆ นั้นเหมือนฟ้อนต์กลางที่เข้าได้ดีกับงานเกือบทุกประเภทเลย
ถ้าคิดไม่ออกว่าจะใช้ฟ้อนต์อันไหนดี หรือกลัวว่าฟ้อนต์ที่มีจะไม่เข้ากับอารมณ์งาน
จงเลือกใช้ฟ้อนต์เรียบๆ ซะ แล้วทุกอย่างจะออกมาดีเอง

ถ้าอยากให้งานดู Pro ก็จำกฎ 6 ข้อนี้ไว้ให้ดีนะครับ

เขียนโดยอาจารย์วิน วารินทร์

อาจารย์ วิน วารินทร์

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
http://facebook.com/MotionGraphicTH

เพื่อไม่ให้พลาดการติดตามข่าวสารและเทคนิคที่เราจะนำมาแจกให้ท่านทุกวัน
อย่าลืมกดติดดาว see first ในเฟสบุ้คแฟนเพจ Motion Graphic Plus 
เพียงเข้าไปที่หน้าเพจ เลือก Following > เลือก See First
เพียงเท่านี้ทุกท่านก็จะไม่พลาดบทความดีๆ ใหม่ๆ แล้วครับ

Content Marketing,Digital Marketing,social media marketing,สัมมนาการตลาดออนไลน์,การตลาดออนไลน์, Online Marketing,รับทํา content marketing,content marketing การตลาด,การตลาดออนไลน์ 2016,online marketing strategy,กลยุทธ์การตลาด,Facebook,การตลาด Facebook,Fanpage,See First

สนใจเรียนสามารถ Add line ID : @MotionGraphic
เพื่อสอบถามและสมัครได้เลยครับ (อย่าลืมใส่ @ นะครับ)

เรียน Graphic Design,เรียน Photoshop,เรียน Illustrator,เรียนกราฟิก,เรียนกราฟฟิก,เรียนกราฟฟิก ที่ไหนดี,graphic design เรียน ที่ไหน ดี,pปhotoshop tutorial thai,illustrator tutorial,photoshop tutorial